No image preview.   By: การตลาด(30 ต.ค. 2563)   10 โรคเสี่ยง Work from Home

 10 โรคเสี่ยง Work from Home

ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้อย่าง COVID-19 ยิ่งทำให้เราต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและถูกบังคับให้ใช้วิธี Work from Home หรือทำงานจากที่บ้านเพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่รู้ไหมว่าการทำงานที่บ้านนั้นมีโอกาสทำให้โรค Office Syndrome นั้นร้ายแรงขึ้นหากไม่แบ่งเวลาและจัดพื้นที่การทำงานออฟฟิศให้เป็นไปตามระเบียบแบบที่ทำเหมือนอยู่ที่ออฟฟิศ เก้าอี้ก็ไม่เหมาะ โต๊ะก็ความสูงไม่ได้ หรือกระทั่งแสงไฟในห้องที่มืดหรือสว่างเกินอีก ปัจจัยเหล่านี้สามารถกระตุ้นสาเหตุของการเกิด Office Syndrome ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสาหัสมากขึ้นหากเป็นอยู่แล้ว ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงโรค Office Syndrome ที่ควรระวังเวลา Work from home กัน

1. ไมเกรน
เพราะแสงสว่างในห้องไม่เพียงพอหรือมากเกินไป หากเราไม่จัดห้องให้ดีเราก็จะพบกับโรคปวดศีรษะที่มาจากไฟฟ้าในหัวผิดปกติทำให้บางรายเห็นภาพเป็นแสงซิกแซกหรือไม่มีสี ภาพมืดไปเป็นบ้างส่วน กระทั่งมองเห็นภาพไม่ชัด หรือนึกชื่อ นึกคำพูดไม่ออกเป็นต้น ในกรณีของออฟฟิศซินโดรมอาจจะเกิดจาก:

การหดและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่าหรือไหล่ทำให้เกิด Trigger Point หรือจุดกระตุ้นทำให้มักจะปวดไมเกรนข้างขวา

แสงสะท้อนของไฟ ไม่ว่าจะจากคอมพิวเตอร์ หลอดไฟนีออนหรือหลอดไฟฟลูออเรนเซนซ์ก็เป็นหนึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคไมเกรนในบางคน ทำให้ตาไม่สู้แสงต่อมาได้

2. โรคจอประสาทตาเสื่อม
แสงตกสะท้อนบนหน้าจอ แสงไฟที่รบกวนและเข้าตาโดยตรง เลือกใช้ขนาดตัวอักษรไม่เป็น ลืมกะพริบตาและไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ แว่นตาการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ นานเกินไป มีความเสี่ยงต่อการที่ดวงตาจะได้รับแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์เหล่านั้น ระยะยาวอาจส่งผลให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

3. โรคต้อหิน
หากใครมีอาการตาพร่ามัวแล้วเวียนหัวบ่อย เห็นภาพเบลอภาพซ้อน เห็นเป็นแสงระยิบระยับเมื่ออยู่กลางแดดหรือเห็ดจุดสีดำสีขาวเต็มไปหมด เห็นไฟมีสีรุ้งรอบดวงไฟ ตาไม่สู้แสงและเห็นสีเพี้ยน การมองเห็นตอนกลางคืนลดลง ทีนี้ก็ควรระวังและสังเกตตัวเองได้แล้วเพราะมีโอกาสเป็นต้อหิน โรคต้อหินจากคอมพิวเตอร์มีอาการที่ต่างจากโรคต้อหินในผู้สูงอายุตรงที่เซลล์ประสาทตาต้องการเลือดไปหล่อเลี้ยงมากกว่าปกติไม่เหมือนผู้สูงอายุที่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทตาน้อยผิดปกติ

4. โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด
ในกรณีที่ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกส่วนเอวเรื้อรังมาเป็นเวลานานติดต่อกัน 3 เดือนและมีอาการที่ตรงข้ามกับกระดูกเสื่อมตรงที่หากปวดหรือเจ็บรุนแรงแล้วอาการจะเริ่มดีขึ้นเมื่อตื่นนอนแล้วทำกิจกรรมอื่นระหว่างวันไป แต่ถ้ากระดูกเสื่อม อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้นหากใช้งานหนัก โรคนี้หากปล่อยเอาไว้เรื้อรังก็จะส่งผลให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดกันถาวร ทำให้มีภาวะหลังค่อมหรือหลังแข็งซึ่งจะทำให้หายใจไม่สะดวก ก้มเงยไม่ได้จึงต้องรีบพบแพทย์หากมีอาการดังกล่าว

5. การกดทับเส้นประสาทที่แขนและมือ
โรคนี้บางคนก็จะเรียกว่าพังผืดหรือเส้นเอ็นรัดเส้นประสาทที่จะมีอาการชาที่มือและแขน บางคนก็ปวดแปล๊บเหมือนมีไฟฟ้าแล่นอยู่ในมือและมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้หยิบจับของลำบาก หยิบอะไรก็หล่นง่ายแล้วก็กล้ามเนื้อฟีบตามมาเพราะว่าเวลาเล่นคอมพิวเตอร์หรือทำงานก็ตามจะต้องใช้เมาส์และคีย์บอร์ดโดยใช้ข้อมือเป็นจุดหมุนทำให้ทำงานหนักจนเกิดความผิดปกติขึ้น หากเป็นไปได้ก็ต้องจับให้ถูกวิธีหรือหาอะไรมารองข้อมือให้ถูกสรีระศาสตร์นั่นเอง

6. นิ้วล็อก
การพิมพ์คีย์บอร์ดและใช้เมาส์อาจทำให้นิ้วล็อก ถึงขั้นต้องเอาอีกมือมาแงะให้ออกกันเลยทีเดียวหากเราไม่พักเพราะทำงานที่ไม่บ้าน ไม่มีใครเตือน ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็อย่าลืมกายบริหารนิ้วและมือทุก 1 – 2 ชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกคลายตัว พร้อมลุยงานต่อไปได้

7. กรดไหลย้อนและท้องอืด
กรดไหลย้อนเป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งการกินข้าวหน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่พักอาจส่งผลทำให้ทานข้าวเยอะมากกว่าปกติ ส่งผลให้ท้องอืดและเกิดกรดไหลย้อนในที่สุด

8. เส้นเอ็นบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ
ผู้ป่วยมักเจ็บปวดและมีอาการบวมบริเวณข้อศอกด้านนอก บางรายก็ปวดแขนท่อนล่างเพราะมีการใช้งานหนักและนั่งผิดท่าทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมีความตึงจนเกิดการอักเสบ ดังนั้นก็ควรหาอะไรมารองแขนหรือให้ที่พักแขนของเก้าอี้ที่นั่งมีความสูงเท่าคีย์บอร์ดและเมาส์เพื่อลดน้ำหนักที่จะลงแขน

9. กล้ามเนื้อตึง
เกิดจากการที่มีการใช้งานส่วนเดิมมากเกินไปจนทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและตึง อาการกล้ามเนื้อตึงอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ตึง ขยับไม่ได้ เจ็บปวดและอาจเป็นๆ หายๆ กล้ามเนื้อที่เป็นต้นเหตุของอาการผิดปกตินี้จะกดแล้วเจ็บ เรียกว่า Trigger Point บางครั้งอาจคลำได้คล้ายก้อน หรือ คล้ายมีเชือกที่ขึงตึงอยู่ในกล้ามเนื้อนั้น

10. คอมพิวเตอร์วิชชั่นซินโดรม
การใช้คอมพิวเตอร์บังคับให้ดวงตาและสมองต้องประมวลผลภาพที่เคลื่อนไหว สั่นไหวและหลากสีตลอดเวลา จุดเล็กๆ ในคอมพิวเตอร์ที่ประกอบการเป็นภาพทำให้เราต้องเพ่งสายตาและอาจเสี่ยงเกิดอาการ CVS ได้ CVS นี้อาจส่งผลให้โฟกัสวัตถุระยะใกล้ไกลได้น้อยลง ปรับระดับสายตาได้ช้าเลยทำให้เกิดสายตายวในอายุราวๆ 40 ปี
Cr: nblog

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ OPD 073-223600-4 ต่อ 116,117
-------------------------------
#บริการด้วยดวงใจห่วงใยด้วยดวงจิต
-------------------------------

ไม่พลาดข่าวสารสุขภาพ และโปรโมชั่นดีๆ อย่าลืมกด like และติดดาว (see first) เพจโรงพยาบาลสิโรรสยะลา กันนะคะ


..



HTML5 BY TAH
Notice: สอบถาม หรือติดต่อการใช้งานเว็บไซต์ แผนกคอมพิวเตอร์ ชั้น 4 @ 2015