No image preview.   By: การตลาด(16 มี.ค. 2564)   11 สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด

 11 สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด

ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria) เป็นอาการเมื่อถ่ายปัสสาวะแล้วมีเม็ดเลือดแดงปนมาพร้อมกับปัสสาวะ บางครั้งสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าชัดเจนหรือบางครั้งก็ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่จะทราบจากการตรวจพบโดยบังเอิญ ส่วนใหญ่จะไม่มีความรุนแรงมากนัก แต่ปัสสาวะที่มีเลือดปนอาจบ่งบอกได้ถึงโรคหรือความผิดปกติที่รุนแรง ซึ่งเมื่อพบว่าตนเองปัสสาวะออกมาเป็นเลือดหรือปัสสาวะเป็นสีที่ผิดปกติ ควรได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาจากแพทย์

ปัสสาวะเป็นเลือดสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งผู้ป่วยจะมองเห็นปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีชมพู สีแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม ส่วนอีกชนิด คือ ปัสสาวะเป็นเลือดที่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจึงจะมองเห็น ซึ่งกรณีนี้ผู้ป่วยจะเห็นปัสสาวะเป็นสีปกติ

อาการปัสสาวะเป็นเลือด

อาการปัสสาวะเป็นเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปัสสาวะเปลี่ยนสี อาจเป็นสีชมพู สีแดง หรือสีน้ำตาลเข้ม โดยเม็ดเลือดแดงเพียงปริมาณเล็กน้อยก็อาจทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนสีได้แล้ว

อาการปัสสาวะเป็นเลือดมักจะไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือไม่แสดงอาการอื่นใด แต่หากมีลิ่มเลือดปนออกมากับปัสสาวะก็อาจทำให้เกิดความเจ็บปวดที่ท้องน้อยหรือหลังได้ นอกจากนั้นอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดร่วมด้วย โดยความรุนแรงหรือลักษณะอาการจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุ

11 สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด

ปัสสาวะเป็นเลือด สามารถเกิดได้จากการที่เซลล์เม็ดเลือดได้รั่วผ่านไตหรือส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินปัสสาวะไปสู่ปัสสาวะ โดยมีหลากหลายปัจจัยด้วยกันที่ทำให้เกิดการรั่วนี้

ตัวอย่างของโรค ความผิดปกติ และสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือด ได้แก่

1.การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infections) มักจะเกิดจากแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางท่อปัสสาวะและจะเริ่มแบ่งตัวในกระเพาะปัสสาวะ โดยอาจมีสัญญาณของอาการ คือ ปัสสาวะเป็นเลือดทั้งแบบที่เห็นได้ชัดเจนหรือแบบต้องส่องกล่องจุลทรรศน์จึงจะเห็นเซลล์เม็ดเลือด (Microscopic Hematuria)
2. โรคไตบางชนิด เช่น ไตอักเสบ (Glomerulonephritis) ซึ่งเป็นหน่วยทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำออกมาเป็นปัสสาวะ
3. นิ่วในไต หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
4. โรคถุงน้ำในไต
5. ภาวะเลือดออกผิดปกติ (Bleeding Disorders) เช่น โรคเลือดออกไม่หยุดจากพันธุกรรม (Hemophilia) และโรคความผิดปกติในการแข็งตัวของเกล็ดเลือด วอน วิลแบรนด์ (Von Willebrand’s Disease)
6. โรคต่อมลูกหมากโต (Enlarged Prostate)
7. มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)
8. เนื้องอกหรือมะเร็งที่ไตหรือกระเพาะปัสสาวะ
9. การใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) และยาเพนิซิลิน (Penicillin) ทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดได้ หรือการใช้ยาต้านการเกล็ดเลือด เช่น ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาเฮพาริน (Heparin)
10. อวัยวะในทางเดินปัสสาวะได้รับบาดเจ็บ เช่น เกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
11. ออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก อาจทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดหลังจากที่ออกกำลังกาย แต่เป็นภาวะที่ไม่เป็นอันตราย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ OPD 073-223600-4 ต่อ 116,117

-------------------------------
#บริการด้วยดวงใจห่วงใยด้วยดวงจิต
-------------------------------


ไม่พลาดข่าวสารสุขภาพ และโปรโมชั่นดีๆ อย่าลืมกด like และติดดาว (see first) เพจโรงพยาบาลสิโรรสยะลา กันนะคะ


..



HTML5 BY TAH
Notice: สอบถาม หรือติดต่อการใช้งานเว็บไซต์ แผนกคอมพิวเตอร์ ชั้น 4 @ 2015